azan16:ความเข้าใจผิด 6 ประการของดอกเบี้ย (กับสิ่งที่อยู่ในวงเล็บ)

ในเรื่องของดอกเบี้ย มีการเข้าใจผิดไม่น้อยเลยทีเดียว ฉบับนี้ผมจึงนำเรื่องความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องดอกเบี้ยและคำอธิบายอย่างคร่าวๆ มาฝากครับ
1. เงินก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่ผู้ซื้อหรือผู้ยืมต้องจ่ายราคาของมันให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านสามารถคิดค่าเช่าจากการอยู่อาศัยเหมือนกับที่เจ้าของเงินเรียกเก็บค่าตอบแทนจากการให้ยืมเงิน
(อันที่จริง เงินไม่ใช่สินค้า เงินเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ระบบวิธีคิดที่มองเงินเป็นสินค้านั้นมีขึ้นมาใหม่ไม่นานนัก แต่แรกเดิมทีนั้น เงินถูกใช้เป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่คงค่าของมันได้ ดังนั้นการแลกเปลี่ยนตัวเงินที่มีค่าไม่เท่าเทียมกัน (เช่น 10 บาท แลกกับ 15 บาท) เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ยุติธรรม สิ่งนี้เป็นที่เข้าใจได้ตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป
แนวคิดเรื่องค่าของเงินตามเวลา (Time value of money) ที่บอกว่าเงินหนึ่งดอลลาร์ ณ วันนี้มีค่ามากกว่าเงินดอลลาร์วันพรุ่งนี้ ได้เปิดช่องให้คนสามารถใช้เงินในการหากำไรจากเงินแทนที่จะเป็นจากตัวสินค้า แท้ที่จริงแล้วเงินควรเป็นเพียงตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเท่านั้นหาใช่สินค้าที่นำมาหากำไร
ความเข้าใจเรื่องลักษณะของตัวสินค้ายังสามารถทำให้เรากระจ่างในเรื่องนี้ได้มาก ลักษณะของสินค้าที่มีความต่างกัน (Non-homogenous property) เราสามารถให้เช่า และคิดค่าเช่าจากการใช้สินค้าตัวนั้นได้ เช่น บ้าน, รถยนต์ แต่หากเป็นสินค้าที่มีลักษณะเหมือนๆ กัน (Homogenous property) ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Ribawi property สินค้าประเภทนี้การให้ยืมเพื่อคิดค่าเช่า ทำไม่ได้เพราะถือว่าเป็นริบาอฺ เพราะสินค้าประเภทนี้ใช้หมดแล้วหมดเลย เช่น อาหาร, เงิน, น้ำ)
2. ดอกเบี้ยของธนาคารไม่ใช่ริบาอฺ เพราะไม่ได้เป็นส่วนเกินที่มากเกินพอดี ในอัลกุรอานซูเราะฮฺอาลิอิมรอน อายะฮฺที่ 130 ระบุว่า “โอ้ผู้ศรัทธาจงอย่ากินริบาอฺหลายเท่าที่ทบทวี…” หากอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ทวีคูณหลายเท่าดังเช่นดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจึงไม่ถือเป็นริบาอฺที่ถูกห้ามในอัลกุรอาน
(มีอายะฮฺอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องริบาอฺที่ควรศึกษาประกอบ ไม่ใช่แค่อายะฮฺนั้นอย่างเดียว เช่น ซูเราะฮฺบากอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 278 “โอ้ผู้ศรัทธาจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงละเว้นดอกเบี้ยที่ยังเหลืออยู่เสีย หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา” ไม่ว่าจำนวนจะมากหรือน้อยเพียงไร หากเข้าข่ายดอกเบี้ยข้างต้นก็ถือเป็นริบาอฺที่ถูกห้าม และต้องเข้าใจด้วยว่าอัลกุรอานเป็นคัมภีร์แห่งทางนำไม่ใช่หนังสือกฎหมาย บางครั้งคำหรือสำนวนที่ใช้ก็เพื่อโน้มน้าว เชิญชวน ไม่ใช่สื่อความตามตัวอักษรตรงๆ เช่น อายะฮฺที่ 41 ในซูเราะฮฺอัลบากอเราะฮฺที่ว่า “…จงอย่าได้นำโองการของข้าไปแลกเปลี่ยนกับราคาอันเล็กน้อย…” ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถนำโองการของอัลลอฮฺไปแลกเปลี่ยนกับราคาสูงๆ ได้ หรืออีกอายะฮฺที่ว่า “และพวกเจ้าจงอย่าฆ่าลูกๆ ของพวกเจ้าเนื่องด้วยกลัวความยากจน…” อัลอิสรออฺ อายะฮฺที่ 31 ก็ไม่ได้หมายความว่าหากเราฆ่าลูกด้วยเหตุผลอื่นมันจะฮะล้าล!! ดังนั้นความหมายของคำว่า “หลายเท่าที่ทบทวี” ในอายะฮฺข้างต้น จึงไม่ได้หมายความเพียงเฉพาะการเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราที่สูงมากๆ เท่านั้นที่เป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม)

3. การห้ามดอกเบี้ยอยู่ในช่วงปีสุดท้ายของการเป็นนบี ท่านรอซูลไม่ได้มีโอกาสอรรถาธิบายหรือให้คำจำกัดความมากนักในเรื่องนี้ และความไม่ชัดเจนของเรื่องนี้จัดอยู่ในกลุ่มอายะฮฺที่มีความหมายเป็นนัย ดังนั้นการห้ามริบาอฺจึงไม่ได้นับรวมดอกเบี้ยของระบบธนาคารในปัจจุบัน
(เป็นความจริงที่ท่านนบีพูดเรื่องการห้ามริบาอฺในคุตบะฮฺสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการห้ามดอกเบี้ยจะถูกพูดถึงเฉพาะในช่วงเวลานั้น เนื่องจากว่าคุตบะฮฺสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ ณ ที่นั่น การพูดย้ำในเรื่องการห้ามริบาอฺในคุตบะฮฺน่าจะถือเป็นสิ่งที่ท่านนบีเน้นย้ำมากกว่าเพิ่งพูดขึ้นมา ไม่เฉพาะอายะฮฺเรื่องดอกเบี้ยเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกอรรถาธิบายมากนัก การห้ามเรื่องเนื้อหมู เครื่องดื่มมึนเมา การพนัน การผิดประเวณี ก็ไม่ได้ถูกอธิบายไว้มากไปกว่ากันนัก
การกล่าวว่าอายะฮฺเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยจัดอยู่ในกลุ่มอายะฮฺที่มีความหมายเป็นนัยนั้นไม่ถูกต้อง อายะฮฺที่มีความหมายเป็นนัยคืออายะฮฺที่ความหมายที่แท้จริงไม่มีใครสามารถทราบได้อย่างแน่ชัด ได้แก่ อายะฮฺที่ขึ้นต้นด้วยอักษรในบางซูเราะฮฺ เช่น อะลิฟ ลาม มีม หรืออายะฮฺที่กล่าวถึงคุณลักษณะของอัลลอฮฺ เช่น มือของอัลลลอฮฺ ในซูเราะฮฺอันนิซาอฺ อายะฮฺที่ 73
และความหมายที่ไม่กระจ่างชัดในอายะฮฺเหล่านี้ไม่ได้มีผลอะไรมากต่อความเป็นอยู่ของมุสลิม เนื่องจากกฎหมายอิสลามไม่ได้นำมาจากอายะฮฺเหล่านี้ ในขณะที่เรื่องริบาอฺกลับเป็นเรื่องที่แพร่หลายในภาคเศรษฐกิจและสังคม อันมีผลต่อความเป็นอยู่ของมุสลิมอย่างชัดเจน จะเป็นไปได้อย่างไรที่อายะฮฺที่มีความหมายเป็นนัย จะถูกคาดโทษขนาดที่ว่าใครกินริบาอฺคือผู้ที่ทำสงครามกับอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์)
4. ดอกเบี้ยควรเป็นที่อนุมัติในทุกวันนี้ เนื่องจากเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (ดะรูเราะฮฺ) เพราะสิ่งที่ฮะรอมสามารถกลายเป็นสิ่งที่ฮะล้าลได้ในสถานการณ์ที่เป็นเหตุจำเป็น เช่น การกินเนื้อหมูในยามที่คนใดคนหนึ่งกำลังจะตายเนื่องจากไม่มีอาหารยังชีพ
(เป็นเหตุจำเป็นจริงๆ หรือแค่การกังวลเกินเหตุไปเอง? มีความเป็นไปได้ไหมที่ความจำเป็นนั้นสามารถขจัดไปได้ด้วยหนทางที่ฮะล้าล?
ในระดับปัจเจก (ผู้กู้เงิน) จริงๆ แล้วเป้าหมายของการกู้ยืมเงิน (จากแหล่งเงินกู้ที่คิดดอกเบี้ย) เพื่อสิ่งที่จำเป็นอย่างที่สุดแน่หรือ? หนทางที่ฮะล้าลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นถูกใช้หมดแล้วจริงๆ หรือ? (ลองตอบด้วยความบริสุทธิ์ใจดู)
ในระดับสถาบัน – การขจัดดอกเบี้ยออกจากระบบเศรษฐกิจก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจำเป็นต้องให้กู้โดยไม่คิดผลตอบแทนเลยเท่านั้น เรื่องการให้กู้ยืมเงินในอิสลามเป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ด้วยวิธีคิดของอิสลามไม่ใช่ด้วยวิธีคิดที่ตะวันตกนำเสนอจนเราคิดไปเองว่า เราอยู่ไม่ได้โดยไม่มีดอกเบี้ย แม้การให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ที่เดือดร้อนเป็นสิ่งที่อิสลามส่งเสริม แต่การขอกู้ยืมเงิน สร้างหนี้สินเป็นสิ่งที่ไม่ส่งเสริมนักและควรใช้เมื่อกรณีจำเป็นจริงๆ เท่านั้น นอกจากการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดค่าตอบแทนแล้ว อิสลามยังมีเครื่องมือทางการเงินรูปแบบอื่นๆ ที่สถาบันทางการเงินสามารถทำธุรกิจหาผลตอบแทนได้โดยไม่ใช้ดอกเบี้ย เช่น การแบ่งปันผลกำไร-ขาดทุนจากการทำธุรกิจร่วมกัน การเช่าซื้อ การขายของแบบเงินผ่อน เราอยู่ได้โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย ทางที่ฮะล้าลนั้นกว้างหากมองด้วยสายตาของผู้มีความตักวา)
5. การห้ามดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ได้รวมถึงการกู้ยืมเงินเพื่อไปทำธุรกิจ เพราะดอกเบี้ยในสมัยท่านนบีที่เป็นที่ต้องห้ามนั้นเป็นดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากเงินกู้เพื่อบริโภคที่เก็บจากคนจน จึงถูกห้ามเพราะสาเหตุหลักของการห้ามดอกเบี้ยก็คือความไม่ยุติธรรม การเอารัดเอาเปรียบ ต่างจากสมัยนี้ที่ดอกเบี้ยเงินกู้เรียกเก็บจากนักธุรกิจที่ร่ำรวยนำไปหากำไรจากการทำธุรกิจ ซึ่งการเรียกเก็บดอกเบี้ยจากคนพวกนี้จึงไม่ถือเป็นดอกเบี้ยที่ต้องห้าม เพราะไม่ได้เป็นการเอารัดเอาเปรียบ
(การกล่าวว่าเงินกู้เพื่อธุรกิจเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยนี้นั้นไม่ถูกนัก เพราะว่ามีหลักฐานมากมายบอกว่าเงินกู้+ดอกเบี้ยเพื่อการทำการค้านั้นมีมาตั้งแต่ยุคแรกๆ แล้ว ในเมืองบาบิโลน สมัยอัสสีเรียน (2000 ปีก่อน ค.ศ.), (500 ปีก่อน ค.ศ.) ในกรีก, ในสมัยกษัตริย์จัสตีเนียนแห่งไบเซนไทน์ (ค.ศ.527-565) มีฮะดิษจำนวนมากระบุการแพร่หลายของเงินกู้+ดอกเบี้ยเพื่อการค้า และลักษณะการห้ามริบาอฺในอัลกุรอานรวมทุกประเภทของดอกเบี้ย ไม่ว่าประเภทของดอกเบี้ยเหล่านั้นจะเป็นที่แพร่หลายในช่วงเวลาของการประทานอัลกุรอานหรือไม่ก็ตาม
ความถูกต้องของธุรกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะของคู่สัญญาไม่ ลักษณะของธุรกรรมต่างหากที่กำหนดความผิดถูกของธุรกรรม เช่นเดียวกับที่การพนันและสิ่งมึนเมาเป็นที่ต้องห้ามไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือจน
คนจนกู้เงินเพื่อการบริโภค คนรวยกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ เป็นสมมติฐานที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะคนรวยก็สามารถกู้ยืมเงินเพื่อไปซื้อของฟุ่มเฟือยก็เป็นได้ คนจนก็อาจกู้เงินเพื่อไปทำธุรกิจหาเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนกัน)
6.ดอกเบี้ยที่ธนาคารให้แก่ผู้ออมเงิน และเรียกเก็บจากผู้กู้ เป็นส่วนชดเชยมูลค่าของค่าเงินที่ลดลงจากอัตราเงินเฟ้อ หาใช่ดอกเบี้ยที่ถูกห้ามไม่
(ถ้าส่วนเกินของเงินกู้เป็นผลการชดเชยค่าของเงินที่ลดลงจริงๆ แล้ว ธนาคารก็จะไม่มีแรงจูงใจในการทำธุรกิจ เพราะส่วนเกินที่ธนาคารเรียกเก็บจากผู้กู้จะเป็นแค่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาเท่านั้น
อัตราดอกเบี้ยไม่ได้ถูกกำหนดมาจากอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่ามันจะมีความเกี่ยวเนื่องกันอยู่บ้าง และอัตราดอกเบี้ยต่างหากที่เป็นสาเหตุของเงินเฟ้อ)
โลกที่ไม่มีดอกเบี้ย เป็นโลกที่เราไม่สามารถจินตนาการถึงได้ หากเรายังใช้วิธีคิดที่ไม่ใช่อิสลามทำความเข้าใจมัน

ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์อะซาน ฉบับที่ 16และ17

2 คิดบน “azan16:ความเข้าใจผิด 6 ประการของดอกเบี้ย (กับสิ่งที่อยู่ในวงเล็บ)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s