azan19:บัยอฺ อัลอินะฮฺ ทางออกของธนาคารอิสลามหรือแค่ภาพลวงของดอกเบี้ย

ธนาคารอิสลามถือกำเนิดมาเพื่อให้มุสลิมสามารถดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ยเป็นประการสำคัญ อาจจะมีเหตุผลอื่นๆ ย่อยลงมาอีกเช่น การประกอบธุรกิจที่มีความยุติธรรม การลงทุนที่ต้องการหาผลตอบแทนจากกำไรในธุรกิจที่ฮะล้าล ฯลฯ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นตัวธนาคารหรือลูกค้าธนาคารเองก็ตาม จำเป็นต้องคำนึงถึงเหตุผลหลักเป็นอันดับแรก คือการที่จะทำให้ชีวิตของเราสอดคล้องกับหลักชารีอะฮฺไม่เฉพาะแต่เรื่องอิบาดะฮฺ เรื่องอาหารการกิน แต่รวมถึงเรื่องธุรกิจและการเงินด้วยเช่นกัน

ธนาคารพาณิชย์ vs ธนาคารอิสลาม
ในส่วนของธนาคารอิสลาม ภาพรวมของการดำเนินการอาจจะมีส่วนคล้ายกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่จะแตกต่างกันในส่วนของหลักการและรูปแบบการให้บริการที่สอดคล้องกับชารีอะฮฺ

  • ปราศจากดอกเบี้ย

ข้อแตกต่างหลักของธนาคารทั้งสองก็คือ ธนาคารอิสลามจะดำเนินการโดยปราศจากดอกเบี้ย ทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะหากำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย หากเทียบธนาคารเป็นร้านค้าขายของ สินค้าของร้านนี้ก็คือเงิน ราคาของมันก็คือดอกเบี้ย กำไรที่ธนาคารได้รับก็คือส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับจากผู้กู้และดอกเบี้ยที่ธนาคารจ่ายให้ผู้ฝากเงิน

  • ปราศจากการกักตุนสินค้าเพื่อเก็งกำไร
  • ปราศจากองค์ประกอบของการพนัน
  • ปราศจากการปิดบังข้อมูลข้อเท็จจริง
  • ปราศจากการปั่นราคาให้เกินความจริง
  • ปราศจากความคลุมเครือไม่แน่นอน
  • ปราศจากการบังคับ ความไม่เต็มใจ
  • ปราศจากการหาประโยชน์จากความจำเป็น
  • วางอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องและการร่วมมือกัน
  • วางอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและชารีอะฮฺ

บริการต่างๆ ของธนาคารอิสลาม

  • สัญญาเงินฝาก (Deposit-taking Contracts)

บัญชีรักษาทรัพย์ (สะสมทรัพย์)
บัญชีเงินฝากภายใต้หลักมุฎอรอบะฮ์

  • สัญญาการค้า (Sales-based Contracts)
  • สัญญาซื้อขายเงินผ่อน  (BBA – deferred sale)
  • สัญญาซื้อขายแบบบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Murabahah – cost-plus sale)
  • สัญญาซื้อขายภายใต้หลัก บัยอฺ อัลอินะฮ์ และบัยอฺ ตะวัรรุก
  • สัญญาเช่าซื้อ (Lease-based Contracts)
  • สัญญาเช่าสินค้า (Ijarah Wa Iqtina)
  • สัญญาเช่าและซื้อสินค้า (Ijarah Thumma Al-Bay’)
  • สัญญาการลงทุน (Equity-based Contracts)
  • สัญญาการลงทุนภายใต้หลักมุฎอรอบะฮ์ (Mudarabah)
  • สัญญาการลงทุนภายใต้หลักมุชารอกะฮ์ (Musyarakah)
  • สัญญาค่าธรรมเนียม (Fee-based Contracts)
  • สัญญาผู้ค้ำประกัน (Kafalah/Dhaman)
  • สัญญานายหน้า/ตัวแทน (Wakalah)
  • สัญญาลูกผสม (Hybrid Contracts)
  • สัญญาภายใต้หลัก มุชารอกะฮฺ มุตะนากิซะฮ์ (Musyarakah Mutanaqisah/Dimishing Partnership)

สัญญาการค้าหรือสินเชื่อ
ในที่นี้จะพูดเฉพาะประเด็นของบริการของธนาคารอิสลามที่เกี่ยวข้องกับบัยอฺ อัลอินะฮ์ เป็นหลัก อย่างที่ทราบกันว่าธรรมชาติของธนาคารจะตกลงธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินเป็นสำคัญ ลูกค้าของธนาคารจึงเป็นผู้มีเงินเหลือ (financial surplus) หรือไม่ก็ ผู้ต้องการเงิน (financial shortage) แต่โดยหลักการของชารีอะฮฺแล้ว ธนาคารไม่สามารถหาผลประโยชน์จากเงินที่ให้กู้ได้ ส่วนที่คิดเพิ่มไปจากเงินที่ปล่อยกู้ไปนั้นคือดอกเบี้ย
ในขณะที่ธนาคารทั่วไป จะเปรียบตัวเองเป็นดั่งตัวกลางทางการเงินที่จับผู้มีเงินเหลือกับผู้ต้องการเงินมาพบกัน ธนาคารอิสลามกลับเป็นมากกว่านั้น ธนาคารอิสลามนอกจากทำหน้าที่ตัวกลางทางการเงิน(ในแง่ของการลงทุน ที่ผู้จะทำธุรกิจกับผู้มีเงินลงทุนมาพบกัน)แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าในอีกแง่หนึ่งด้วย
โดยหลักๆ แล้ววิธีที่ธนาคารอิสลามใช้เป็นช่องทางในการให้บริการผู้บริโภคที่มีความต้องการเงินนั้น จะทำผ่านสัญญาการค้า (ลักษณะสินค้าและชื่อเรียกอาจแตกต่างกันไปตามแต่ธนาคารอิสลามในประเทศต่างๆ) อันได้แก่
–    สัญญาซื้อขายเงินผ่อน  (BBA – deferred sale) โดยมากแล้วสินค้าในบริการนี้มักจะเป็นบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีระยะเวลาการผ่อนชำระนาน โดยลูกค้าจะแจ้งความจำนงกับธนาคารที่จะซื้อบ้านตามคุณสมบัตินั้นๆ จากนั้นธนาคารก็ติดต่อซื้อบ้านจากเจ้าของโครงการ แล้วนำมาขายแก่ผู้บริโภคในราคาที่บวกกำไรแล้ว ลูกค้าจึงผ่อนจ่ายกับธนาคารเป็นงวดๆ จนครบ
–    สัญญาซื้อขายแบบบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Murabahah – cost-plus sale) ส่วนใหญ่สินค้าในบริการนี้มักจะเป็นสังหาริมทรัพย์ เช่น รถ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ โดยลูกค้ามาแจ้งความจำนงกับธนาคารที่จะซื้อสินค้าชนิดนั้นๆ ธนาคารจึงดำเนินการซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ขายแล้วนำมาขายต่อให้กับลูกค้าในราคาที่บวกกำไรเพิ่ม ในสัญญาตรงนี้มีส่วนคล้ายกับสัญญาข้างต้นเพียงแต่สัญญานี้ต้องระบุราคาต้นทุนและอัตรากำไรที่บวกเพิ่มให้ลูกค้าทราบด้วย จากนั้นลูกค้าก็รับของและผ่อนจ่ายธนาคารเป็นงวดๆ
–    สัญญาซื้อขายภายใต้หลัก บัยอฺ อัลอินะฮ์ และบัยอฺ ตะวัรรุก (Bay’ al-‘inah, Bay’ al-Tawarruq) บัยอฺ อัลอินะฮฺ คือ สัญญาการค้าที่ธนาคารขายสินค้าตัวหนึ่งให้ลูกค้าเป็นเงินเชื่อ จากนั้นลูกค้าของธนาคารก็ขายสินค้าตัวเดียวกันกลับไปยังธนาคารในราคาเงินสดที่ต่ำกว่าราคาในทีแรก ส่วนตะวัรรุก คือ สัญญาการค้าที่ธนาคารขายสินค้าตัวหนึ่งให้ลูกค้าในราคาเงินเชื่อ จากนั้นลูกค้านำสินค้าตัวดังกล่าวไปขายต่อเป็นราคาเงินสด จะเห็นได้ว่าหลักการทั้งสองข้อนี้ธนาคารอิสลามนำมาใช้เพื่อเป็นช่องทางในการเลี่ยงดอกเบี้ยและสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าได้
ดูจากลักษณะการดำเนินงานข้างต้น ธนาคารอิสลามนับเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ต้องการหลีกหนีจากระบบดอกเบี้ยได้ดีไม่น้อย

บัยอฺ อัลอินะฮ์ และบัยอฺ ตะวัรรุก กับทรรศนะต่างๆ
นิยามบัยอฺ อัลอีนะฮ์ คือการ ที่คนหนึ่งขายสินค้าให้ผู้ซื้อเป็นเงินเชื่อ และส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อไป  หลังจากนั้นเขาก็ซื้อสินค้านั้นกลับมาด้วยเงินสดที่น้อยกว่าราคาขาย  เพื่อที่ราคาเงินเชื่อที่มากกว่าจะติดค้างอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ซื้อ
อีกลักษณะหนึ่งก็คือ การที่เขาขายสินค้าให้ผู้ซื้อเป็นเงินสด และส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ซื้อไป หลังจากนั้นก็ซื้อสินค้าคืนมาเป็นเงินเชื่อที่มากกว่าราคาขาย โดยไม่คำนึงว่าเขาได้รับราคาขายครั้งแรกแล้วหรือไม่
นักวิชาการมีทรรศนะแตกต่างกันในเรื่องบัยอฺ อัลอินะฮ์เป็นสองฝ่าย
นักวิชาการส่วนใหญ่ (3 มัซฮับคือ ฮะนะฟี, มาลิกี, ฮัมบะลี) ไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่าเป็น legal trick (Hiyal) ผลสุดท้ายไม่แตกต่างอะไรจากดอกเบี้ย
นักวิชาการส่วนน้อย (มัซฮับชาฟิอี, อัซซอฮิรีย์) อนุญาต เนื่องจากเป็นสัญญาค้าขาย 2 สัญญาแยกจากกัน และเราไม่สามารถตัดสินเจตนาที่ซ่อนเร้นได้ หากลักษณะภายนอกที่เราเห็นได้คือการค้าขาย สัญญานั้นก็เป็นที่อนุมัติ (อ่านเพิ่มเติมในบทความของอาจารย์อรุณ บุญชม ในเวบไซต์ธนาคารอิสลาม)

ประเภทของบัยอฺ อัลอินะฮ์
อินะฮ์ที่ชัดเจน
•    คู่สัญญามีความตั้งใจที่ชัดเจนในการทำสัญญาคู่ (สัญญาซื้อและขายกลับ)
•    ผู้ขายสินค้าในสัญญาแรกที่ขายสินค้าเงินเชื่อจะซื้อสินค้าตัวเดิมกลับในราคาเงินสดที่ต่ำกว่าราคาเงินเชื่อที่ขายไป
•    ตัวอย่างเช่น “ฉันขายสินค้าตัวนี้ให้คุณเป็นเงินเชื่อในราคา 1,200 บาท และฉันจะซื้อกลับในราคาเงินสด 1,000 บาท”
(อินะฮฺรูปแบบนี้ไม่เป็นที่อนุมัติ โดยอิจมาอฺของอุลามาอฺทุกมัซฮับ)

อินะฮฺที่ซ่อนเร้น
•    คู่สัญญามีความตั้งใจที่ชัดเจนในการทำสัญญาซื้อขายคู่ นั่นคือสินค้าที่ขายมายังบุคคลที่สองในราคาเงินเชื่อจะถูกซื้อกลับไปในเป็นเงินสดที่ต่ำกว่าราคาแรก โดยไม่ได้ระบุเป็นเงื่อนไขไว้ในสัญญาว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น
•    สัญญาเป็นอิสระต่อกัน สัญญาหนึ่งไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้เกิดอีกสัญญาหนึ่ง แต่ละสัญญาตัดขาดจากกัน ไม่มีผลทางกฎหมายในเรื่องสิทธิและข้อบังคับการซื้อขายต่ออีกสัญญาหนึ่ง
(อินะฮฺรูปแบบนี้เป็นมีทั้งอุลามาอฺที่อนุญาตและไม่อนุญาต)

อินะฮฺสามฝ่าย
•    คนที่ใช้วิธีการอินะฮฺคือผู้ที่ต้องการสภาพคล่องทางการเงิน คนหนึ่งซื้อสินค้าจากบุคคลที่สองและเป็นเจ้าของสินค้านั้น ดังนั้นบุคคลที่สองจึงขายสินค้าให้กับบุคคลที่สามที่มองหาสภาพคล่องในราคาเงินเชื่อในราคาที่สูงกว่าที่ซื้อมา
•    หลังจากนั้นบุคคลที่สามจึงขายสินค้าตัวนั้นไปยังบุคคลที่หนึ่งในราคาเงินสดที่ต่ำกว่าที่ตนซื้อมา
(อินะฮฺรูปแบบนี้ถูกเรียกว่า ตะวัรรุก)

ข้อโต้แย้งการใช้อินะฮ์
อุลามาอฺส่วนใหญ่ไม่อนุมัติบัยอฺ อัลอินะฮฺ
การบอกว่าธุรกรรมใดเป็นที่อนุมัติหรือไม่นั้น เจตาของผู้ทำสัญญาต้องถูกนำมาพิจารณา แม้ว่าสัญญาที่ทำจะเป็นสัญญาการซื้อขาย คือ สัญญาขายและสัญญาซื้อกลับ แต่ผลลัพท์กลับเป็นรูปแบบของสินเชื่อ
มัซฮับฮานาฟี Muhammad ibn al-Hassan กล่าวว่า การใช้อินะฮฺ เป็นความชั่วร้ายที่ถูกประดิษฐ์มา ไม่ต่างอะไรกับการกินดอกเบี้ย
บัยอฺ อัลอินะฮ์ ถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงการห้ามดอกเบี้ย บัยอฺ อัลอินะฮฺ จึงไม่ใช่สัญญาซื้อขายจริงๆ แต่เป็น “ประตูหลังของดอกเบี้ย”
มัซฮับมาลิกี กล่าวว่า วิธีการนี้เป็นการทำให้ดอกเบี้ยเป็นเรื่องฮะล้าล ดังนั้นมันควรถูกห้ามตามหลักการ sadd az-dharai’ (การขัดขวางสิ่งที่จะนำพาไปสู่สิ่งฮะรอม)

ข้อสนับสนุนการใช้อินะฮฺ
สองสัญญาซื้อขายที่แยกออกจากกัน และไม่เป็นเงื่อนไขต่ออีกสัญญาหนึ่ง เป็นที่อนุมัติ เนื่องจาก “อัลลอฮฺทรงอนุมัติการค้า แต่ทรงห้ามดอกเบี้ย” นั่นคือตราบใดที่เป็นสัญญาซื้อขาย และถูกยอมรับว่าเป็นการซื้อขายจริงๆ มันก็ย่อมเป็นที่อนุมัติให้ทำได้
ดังนั้น บัยอฺ อัลอินะฮ์ จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการค้าที่เป็นที่อนุมัติ ตราบใดที่ไม่มีหลักฐานบ่งชี้เป็นอื่น เช่นที่อัลลอฮฺตรัสไว้ในอายะฮฺที่ 119 ของซูเราะฮฺ อัลอันอามว่า “สิ่งที่เป็นที่ต้องห้ามแก่เจ้า เราได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว”

ตัวอย่าง บัยอฺ อัลอินะฮ์ตะวัรรุก
มุมมองของมัซฮับมาลิกีและฮัมบาลี
อนุญาตการใช้ตะวัรรุกได้ เพื่อเลี่ยงดอกเบี้ย เนื่องจากมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง (ในกรณีนี้ธนาคารกับบุคคลที่สามต้องไม่รู้กันก่อน-ผู้เขียน)
ส่วนอิมามอิบนุตัยมิยะฮฺและอิมามอิบนุกอยยิม (มัซฮับฮัมบาลี) กล่าวว่า ตะวัรรุกไม่เป็นที่อนุมัติเนื่องจากเป็น legal trick ซึ่งคล้ายคลึงกับ บัยอฺ อัลอินะฮ์

มุมมองของ สำนักฟิกฮ์ของ OIC ความเห็นแรกเมื่อ กันยายน ค.ศ. 1998 อนุญาตด้วยเงื่อนไขที่ ลูกค้าต้องไม่ขายสินค้าคืนให้กับผู้ขายรายเดิม แต่ภายหลังในเดือนธันวาคม ค.ศ.2003 ได้เปลี่ยนฟัตวาใหม่ โดยระบุว่า ตะวัรรุก ฮะกีกี (ตะวัรรุกจริงๆ) เป็นที่อนุมัติ (ผู้ซื้อขายทั้งสามฝ่ายไม่ได้รู้เห็นกัน) แต่ตะวัรรุก มัซรอฟี (ตะวัรรุกที่จัดเตรียมกันขึ้นมา) ไม่เป็นที่อนุญาต เนื่องจากเหมือนกับอินะฮ์

ความเห็นของคณะที่ปรึกษาด้านชารีอะฮ์ของธนาคารแห่งชาติ และคณะกรรมการหลักทรัพย์ มาเลเซีย
ยึดตามความเห็นของมัซฮับชาฟีอี อนุญาตทั้งบัยอฺ อัลอินะฮ์และตะวัรรุก
ตั้งคำถามกับสายงานฮะดิษที่ห้ามบัยอฺ อัลอินะฮ์ว่าฎออีฟหรือไม่
มัซลาฮะฮ์ (ผลประโยชน์ของสังคม) คือประเด็นหลักของการใช้อินะฮฺและตะวัรรุก เพื่อแก้ปัญญาสภาพคล่องทางการเงินของประเทศโดยไม่ต้องไปกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ที่ใช้ดอกเบี้ย เพราะหากไม่ใช้วิธีนี้ธนาคารอิสลามคงต้องประสบกับปัญญาการขาดสภาพคล่อง อันจะเป็นผลเสียต่อระบบการเงินของประเทศ
การอนุญาตวางอยู่บนหลักเกณฑ์ทางฟิกฮ์ที่ว่า “ความเสียหายที่รุนแรงสามารถเลี่ยงได้โดยความเสียหายเล็กๆ (al-darara al-ashaddu yuzalu bi darari al-akhaffu) และ “การเลือกระหว่างความไม่ดีสองชนิด” (akhaf al-dararain).

ตัวอย่าง บัยอฺ ตะวัรรุก

เอาละ หากเราอนุมัติ บัยอฺ อัลอินะฮ์ ให้ใช้ดำเนินบริการทางการเงินของธนาคารอิสลามได้ ตามทรรศนะของมัซฮับชาฟีอี แต่มันก็มีเงื่อนไข คือ
1.    สัญญาการค้าเป็นสองสัญญา ที่ไม่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่มีเงื่อนไขระบุว่าเมื่อลูกค้าซื้อของไปแล้วต้องขายคืน หรือขายของไปแล้วต้องซื้อคืน เพราะการบังคับในสัญญาซื้อขายเป็นสิ่งต้องห้าม
2.    สินค้าในสัญญาต้องมีอยู่จริง การซื้อขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง เข้าข่ายหลอกหลวง เช่นการซื้อขายปลาที่ยังอยู่ทะเล ซึ่งมีฮะดิษที่ท่านรอซูลห้ามไว้
3.    ผู้ขายสินค้าต้องมีสิทธิการเป็นเจ้าของสินค้าจริงๆ จึงจะมีสิทธิในการขายสินค้านั้นๆ การขายสินค้าที่ตนเองไม่ได้ถือครองเป็นความไม่แน่นอนที่ห้ามไว้ในหลักการทำธุรกิจ
4.    ผู้ซื้อผู้ขายต้องเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง ไม่หลอกหลวง
ทีนี้เราลองมาดูสิ่งที่อยู่ในวงเล็บที่เกิดขึ้นจริงนอกทฤษฎีกัน

อุดมคติกับภาคปฏิบัติจริง
ในส่วนของสัญญาการค้าที่ผมกล่าวไว้ตอนต้น เมื่อนำมาสู่ภาคปฏิบัติจริง การนำหลัก บัยอฺ อินะฮ์และตะวัรรุกมาใช้ กลับไม่ได้สอดคล้องกับทฤษฎีที่กล่าวไว้นัก
ทั้งในส่วนของสัญญาซื้อขายเงินผ่อน  (BBA – deferred sale) และสัญญาซื้อขายแบบบวกกำไรส่วนเพิ่ม (Murabahah – cost-plus sale) ต่างก็นำหลักการ บัยอฺ อินะฮ์ เข้ามาใช้ด้วยเช่นกัน ผมขอยกตัวอย่างของธนาคารอิสลามในมาเลเซียนะครับ เนื่องจากผมไม่มีข้อมูลว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร
ในบริการทางการเงินจำพวก debt-based financing คือพวกสินเชื่อต่างๆ นั้น บัยอฺ อัลอินะฮฺ ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายแต่ผิดไปจากรูปแบบดั่งเดิม ยกตัวอย่างเช่น นายอัชรอฟ (นามสมมติ) ต้องการเงินสด 500,000 บาทเพื่อไปซื้อรถยนต์ แต่มีเงินไม่พอ จึงไปปรึกษาธนาคารอิสลาม เพราะได้ยินว่าที่มีมีบริการทางการเงินที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย เมื่อแจ้งความจำนงว่าต้องการเงิน 5000,000 ธนาคารจะขายสินค้าตัวหนึ่งให้คุณ 550,000 บาท เป็นเงินเชื่อ คุณอัชรอฟผ่อนจ่ายได้ หลังจากนั้นธนาคารก็จะซื้อสินค้าตัวเดิมนั่นแหละกลับมาในราคา 500,000 บาทเป็นเงินสด เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ คุณอัชรอฟได้เงินสด ธนาคารได้ “กำไร” จากการขายของ ระหว่างที่อัชรอฟกำลังงง ธนาคารก็หยิบสัญญาขึ้นมาใบนึง แล้วให้คุณอัชรอฟเซ็นตรงนั้น ตรงนี้ แล้วก็หยิบเงิน 500,000 บาทให้ แล้วคุณอัชรอฟก็เดินถือเงิน 500,000 บาทออกมาจากธนาคารอย่างงงๆ
คือ แทนที่ธนาคารจะซื้อรถยนต์ แล้วบวกกำไร ขายต่อให้กับลูกค้า ธนาคารกลับใช้บัยอฺ อินะฮ์ เป็นช่องทางถ่ายโอนสภาพคล่องให้แก่ลูกค้า โดยลูกค้านำเงินดังกล่าวไปซื้อรถยนต์เอง แล้วผ่อนชำระค่างวดกับธนาคาร
อย่างไรก็ตาม หากเรามองในส่วนของภาคปฏิบัติจริงๆ จะเห็นว่าการนำเอาทรรศนะนี้ไปใช้กลับไม่ได้ให้ความใส่ใจกับ ‘เงื่อนไข’ ในทรรศนะเท่าที่ควร เช่น
1. สัญญาซื้อขายไม่ได้แยกออกจากกัน (รวมเป็นสัญญาเดียว)
2. มีการตั้งเงื่อนไขในสัญญาว่าเมื่อลูกค้าซื้อของจากธนาคารไปแล้วต้องขายกลับในทันที
3. ไม่มีการแลกเปลี่ยนสินค้ากันจริงๆ ทั้งๆ ที่เงื่อนไขของการซื้อขายที่เป็นที่อนุมัตินั้น ผู้ขายต้องถือครองทรัพย์สินก่อน เราไม่สามารถขายสินค้าที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ
4. อัตรากำไรที่เพิ่มไปนั้นมีความสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงกับดอกเบี้ย (benchmarking) แม้กระทั่งสูตรการคำนวณหาอัตรากำไรก็เป็นสูตรเดียวกับการหาอัตราดอกเบี้ยของธนาคารทั่วๆ ไป
5. ผลลัพธ์ของสัญญาซื้อขายทุกๆ สัญญาเหมือนๆ กันคือ เจตนาของผู้ซื้อผู้ขายเป็นที่เห็นได้ชัด ไม่ซ่อนเร้น คือไม่ได้ต้องการซื้อขายสินค้าจริงๆ แต่ทำไปเพื่อต้องการเงินสด นี่ย่อมเป็นเจตนาที่เห็นได้ชัดแล้ว แม้ตัวสัญญาจะเป็นเรื่องการค้า แต่ใจความหลักคือเรื่องสินเชื่อ

ทางออก
บริการทางการเงินของธนาคารอิสลามในอุดมคติ ในส่วนของการทำธุรกิจ คือ การร่วมทุนและแบ่งปันผลกำไร ตามหลักมุฎอรอบะฮฺ หรือ มุชารอกะฮฺ นั่นคือการที่ผู้มีเงินและผู้ที่ต้องการทำธุรกิจแต่ไม่มีเงิน มาทำงานร่วมกัน ตกลงผลกำไร และแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจร่วมกัน
ส่วนในด้านการซื้อขายสินค้า หากธนาคารไม่สามารถทำการซื้อขายของได้เต็มรูปแบบ ก็ควรจะตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมาดำเนินการในส่วนนี้ต่างหาก หนึ่งคือธนาคารจะได้ไม่ต้องเสี่ยงจากการถือครองทรัพย์สิน หรืออาจจะใช้แนวทางอื่นๆ ในการดำเนินการแทน บัยอฺ อัลอินะฮ์ เช่น ใช้สัญญาเช่าซื้อสินค้า ซึ่งมีความยืดหยุ่นที่ดีระดับหนึ่ง
ธนาคารอิสลามควรสลัดภาพความเป็นธนาคารพาณิชย์ที่หากำไรจากดอกเบี้ยให้พ้น การดำเนินงานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบดอกเบี้ย นอกจากจะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดแล้ว ยังไม่สามารถทำให้ธนาคารก้าวไปสู่มิติใหม่ของการบริการทางการเงินที่ดีกว่านี้ได้

ใครควรถูกตำหนิ
ธนาคารอิสลามควรถูกตำหนิหรือไม่ จริงๆ สาเหตุของการใช้บัยอฺ อัลอินะฮฺ ของธนาคารอิสลามนั้นก็มีข้อน่าเห็นใจ เพราะตามกฎหมายในการดำเนินงานของธนาคารมีการห้ามไม่ให้ธนาคารถือครองทรัพย์สิน (น่าจะเพราะเกรงว่าธนาคารจะเสี่ยงต่อการล้มละลายได้) เมื่อธนาคารถือทรัพย์สินเพื่อนำไปขายต่อไม่ได้ตรงๆ ดังนั้น บัยอฺ อัลอินะฮฺ ถูกนำมาใช้เพื่อเลี่ยงกฎหมายดังกล่าว แน่นอนว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก แต่การพยายามทำให้ถูกต้องตามชารีอะฮฺ ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดี แต่การพัฒนาความรู้ด้านนี้ไม่ควรหยุดอยู่แค่บัยอฺ อัลอินะฮ์ เพราะยังมีทางออกอื่นอีกในการก้าวผ่านปัญหานี้
ลูกค้าธนาคาร มักใช้มุมมองที่เขามองธนาคารพาณิชย์ทั่วๆ ไป มามองการดำเนินงานของธนาคารอิสลาม โดยมากมักจะบ่นว่าธนาคารอิสลามคิดกำไรแพงยิ่งกว่าธนาคารทั่วไป ธนาคารอิสลามควรช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมในเรื่องการเงินสิ ต้องเข้าใจก่อนว่า ธนาคารอิสลามไม่ใช่องค์กรการกุศล แต่ธนาคารคือภาคธุรกิจที่หากำไรจากการค้าการลงทุน ธนาคารทั่วไปเขาไม่ต้องแบบรับความเสี่ยงจากการปล่อยกู้ เขาจึงคิดอัตราดอกเบี้ยซึ่งต่างจากกำไรได้ แต่ธนาคารอิสลามที่ค้าขายสินค้าจริงๆ เขาต้องแบกรับความเสี่ยงทางการค้าที่ไม่น้อย กำไรที่เขาคิดจึงสูงกว่าดอกเบี้ยเป็นธรรมดา ไม่แปลกและไม่ผิดสักนิดเลย และประการสำคัญอย่างที่ผมบอกไปในย่อหน้าแรก เราควรคำนึงถึงเป้าหมายสำคัญประการแรกของการมีธนาคารอิสลามเป็นหลัก นั่นคือหลีกเลี่ยงจากดอกเบี้ย แม้ว่าเราอาจจะรู้สึกว่าจ่ายแพงกว่าไปกู้จากธนาคารทั่วๆ ไป ก็คิดใหม่เสียว่านี่เป็นราคาที่เรายินยอมจ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยเพื่ออัลลอฮฺ

คำตอบคือนี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาตำหนิกัน แต่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน เวลาแห่งการร่วมมือกันทั้งตัวธนาคารเอง ตัวผู้รู้ และลูกค้าของธนาคาร กระบวนการพัฒนาของธนาคารอิสลามต้องไม่หยุดนิ่งและพอใจอยู่เพียงแค่นี้ หากแต่ธนาคารอิสลามต้องใส่ใจในเรื่องการลงทุนทางทรัพยากรบุคคล นี่คือกุญแจสำคัญที่ธนาคารและการเงินอิสลามของมาเลเซียรุดหน้าเรื่อยๆ เพราะเขาลงทุนมหาศาลในเรื่องการศึกษา การวิจัย การให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาสาขานี้ การเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้แหละที่จะทำให้ธนาคารอิสลามใกล้เข้าไปสู่ธนาคารที่ดำเนินงานสอดคล้องกับชารีอะฮฺมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งความรู้ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเงินอิสลามควรถูกเผยแพร่ในวงกว้าง ทั้งผู้ที่เป็นมุสลิมและผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะได้มีความเข้าใจและมุมมองใหม่ต่อสาขาการเงินอิสลาม
มีคำพูดหนึ่งพูดไว้ว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้ก็คือ เมื่อ 50 ปีก่อน และเวลาที่ดีรองลงมาคือ ตอนนี้” ยังไม่สายหากธนาคารอิสลามตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องการเห็นระบบเศรษฐกิจอิสลามเป็นจริงขึ้นมา ต้องลงมือทำอะไรบ้าง ไม่ใช่จ้องแต่ตำหนิอย่างเดียวแล้วเอาเงินใส่โอ่งฝังดินไว้หลังบ้านเพราะกลัวดอกเบี้ย หรือย้ายบัญชีของตนไปอยู่ในธนาคารพาณิชย์แทน

ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์อะซาน ฉบับที่ 19 (เล่มควบ 18+19)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s