การยอมรับผิดและการให้อภัย

จู่ๆ ความขัดแย้งในบ้านเมืองเราก็แผ่ขยายออกไปทุกหย่อมหญ้าอย่างไม่คาดคิด

จากความขัดแย้งทางความคิดของคนบางคน บางกลุ่ม บางก้อน บวกกับความไม่ลงรอยกันของผลประโยชน์ อำนาจ เงิน ได้แผ่ขยายแนวร่วมไปเป็นความไม่ยอมรับคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับตนเอง หากไม่ใช่พวกฉันก็เป็นพวกมัน ขาวกับดำ ฝ่ายตนถูกเสมอและอีกฝ่ายผิดเสมอ และความขัดแย้งดังกล่าวกลายเป็นความรุนแรงในที่สุด

แค่รู้สึกใจหายครับ ภาพเมืองไทย เมืองที่ผู้คนใจดี เห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือเหมือนพี่เหมือนน้อง รอยยิ้มที่มอบให้กันง่าย กลับหายากลงในยุคสมัยนี้ คำทักทายอย่างสวัสดี (=ความปลอดภัย) มารยาทการไหว้ (=ความนอบน้อม) คำไต่ถามที่ได้ยินบ่อยๆ ว่า “ไปไหนมา” กลายเป็นว่า “อยู่ข้างไหน” ได้ยินแล้วมันน่าเศร้า ปวดใจเป็นที่สุด

หลายคนคิด หลายคนถามว่า สถานการณ์ชวนท้องผูกแบบนี้จะคลี่คลายลงอย่างไร ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มองไปทางไหนก็ตันซะหมด

เอาละ ใครเริ่มก่อนไม่รู้ หรือจะจบอย่างไรไม่รู้ แต่อยากวิเคราะห์สาเหตุเล็กๆ น้อยๆ จากมุมมองตนเองบ้าง เผื่อเป็นยาระบายท้องผูกทางความคิด ลดรอยย่นระหว่างคิ้วของคนอ่านและคนเขียนได้บ้าง

ผมว่า เรื่องของเรื่องก็คือ สังคมไทยที่มีพื้นฐานบนเรื่องศีลธรรม มารยาท ความเอื้ออารีย์ ถูกทำลายลงด้วยสองสิ่งคือ “การไม่ยอมรับผิดและการไม่ยอมอภัย” เรื่องเล็กๆ นี่แหละครับที่เป็นชนวนให้เกิดเรื่องร้ายๆ บนหน้าหนังสือพิมพ์

อย่างแรกก่อนนะ “การไม่ยอมรับผิด” ผู้คนในสังคมบางคน บางกลุ่มละเลยเรื่องจารีต เรื่องศีลธรรม ทำสิ่งๆ ต่างๆ โดยวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “มันไม่ผิดกฎหมาย” หากกฎหมายไม่ได้บอกว่าผิด แม้เหยียบย่ำจารีต สามัญสำนึก ความเชื่อ บางเรื่องบางราวไปบ้าง ก็ไม่เห็นเป็นไร ก็กติกาของบ้านเมืองบอกว่าทำได้ ก็ถือว่าไม่เห็นต้องอาย

คนจำพวกนี้ก็พยายามหาช่องโหว่ของกฎหมายที่ตราโดยมนุษย์ เพื่อทำสิ่งต่างๆ “ถูกกติกา” แม้ว่ามันจะ “ผิดศีลธรรม มารยาทพื้นฐานของสังคม” ไปบ้าง

สังคมอยู่ได้ ไม่ใช่ด้วยกฎหมายอย่างเดียวหรอกครับ non-legal regulation ต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงด้วย ไม่ใช่เพียงแต่มองว่าผิดหรือถูก กาละเทศะ (put the right thing in the right place) ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ เรื่องดีบางเรื่องกลายเป็นเรื่องร้ายได้ หากผิดที่ผิดทาง ผิดคนผิดสถานการณ์

เอาละ เมื่อคนที่กระทำถือว่าตนไม่ผิดกฎหมาย ก็จะอ้างได้ว่า “แล้วจะยอมรับผิดได้อย่างไรในเมื่อไม่ผิด” คำพูดนี้ถูกแต่ไม่ช่วยทำให้ปัญหาคลี่คลาย บางสถานการณ์ การยอมรับผิดแม้ตนไม่ผิด เป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหาคลี่คลาย ผมมองว่าเป็นความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ น้อยคนนักที่จะทำได้

อีกปัจจัยคือ “การไม่ยอมให้อภัย” นอกจากกลุ่มคนที่ทำผิดแล้ว ก็ยังมีกลุ่มคนที่ไม่ยอมให้อภัยคนที่เคยกระทำผิด

การไม่ยอมให้อภัย ไม่ยอมให้โอกาสคนในการแก้ตัว เป็นความคิดที่ผิดธรรมชาติมากๆ เพราะจริงๆ ธรรมชาติของมนุษย์คือการทำผิดพลาด ความพลั้งเผลอ ไม่มีมนุษย์หน้าไหนไม่เคยพลาดหรอก แต่มนุษย์ที่ดีที่สุดคือคนที่ผิดแล้วแก้ไข ดังนั้นสังคมจำเป็นต้องให้อภัยและให้โอกาส ไม่ใช่เอาแต่ประนามและจดจำฝังใจ คนบางจำพวกร้ายกว่านั้น คือจ้องแต่จับผิดคนอื่น แล้วนำมาประจาน ร้ายกว่านั้นคือการตัดสินลงโทษคนผิดด้วยความคิดของตนเอง!!

จริงอย่างที่สุภาษิตฝรั่งว่าไว้ว่า (แปลเป็นไทยนะ จำต้นฉบับไม่ได้) “การให้อภัยมันง่ายเสมอ เมื่อได้แก้แค้นไปแล้ว”

ทีนี้ เมื่อเอามารวมกัน คนที่ทำผิดเอง ก็พอจะรู้ว่าตนผิด อาจจะด้วยคำตักเตือนดีๆ หรือด้วยสำนึก กลับมาเจอกับการไม่ให้อภัยดักรอท่าอยู่ด้วยแล้ว ความคิดที่จะยอมรับผิดก็ลดน้อยลงไปอีก เพราะเค้าจะยอมรับผิดทำไมในเมื่อสังคมไม่เคยคิดจะอภัยให้เลย

ความเลวร้ายที่เกิดจากสองสิ่งนี้ ทำเอาสังคมแย่ลงๆ คนทำผิดก็พยายามทำไม่ให้โดนจับได้ คนที่ไม่คิดอภัยก็พยายามจ้องจับผิดและเผยแพร่ความเลวร้ายให้สังคมรับรู้ และประนามอย่างเอาเป็นเอาตาย

และยิ่งจมดิ่งไปอีกเมื่อรู้ว่า เจ้าสองสิ่งที่ผมว่ามานั้น มีอยู่ในทุกฝ่าย ความเลวร้ายก็ซับซ้อนขึ้น ปมปัญหาก็รัดแน่นขึ้น คนคิดไม่เหมือนตนคือผิด ตนเองไม่เคยผิด คนที่ผิดคืออีกฝ่าย และมันต้องโดนลงโทษ ไม่สมควรให้อภัย

เอาละครับ ก่อนที่ท้องจะผูกไม่มากกว่านี้ ผมคือจบ entry เครียดๆ แบบนี้ก่อนดีกว่า

จบให้ไปคิดต่อในห้องน้ำนะครับ เรื่องเล็กๆ ใกล้ๆ ตัว ที่เราแค่ “ขอโทษ” ก็จบแล้วเนี่ย รีบขอโทษเลยนะครับ ก่อนมันจะลุกลาม ฝึกกันให้เป็นนิสัยเลย “การกล้าที่จะยอมรับผิด (แม้ไม่ผิดก็ตาม)” และ “ความกล้าที่ให้อภัย (แม้จะเจ็บปวด)” เป็นความกล้าหาญที่ผมนับถือเหลือเกิน และมันเป็นสิ่งวัดวุฒิภาวะของคนๆ นั้นได้ดีทีเดียว

เออ งั้นผมขอโอกาสตรงนี้ ขอโทษ ยอมรับผิด ในทุกเรื่องราวเลยนะครับ ทั้งเรื่องที่ทำไปโดยรู้ตัว และเรื่องที่เผลอไป และวอนขอการอภัยจากผู้อ่านด้วยครับ

หวังว่าจะคิ้วคงหายขมวดได้สักพัก และถ่ายคล่องได้เป็นบางวันนะครับ

3 คิดบน “การยอมรับผิดและการให้อภัย

  1. คำถามที่ว่า “ไปไหนมา” กลายเป็นว่า “อยู่ข้างไหน”

    อันนี้เจ็บปวดมาก เจอมากับตัวเอง ไม่เจอกันหลายปี มาเจอคำถามนี้เข้า

    สุดท้ายตอบกลับไปว่า ถ้ากุตอบผิดเมิงจะไม่เป็นเพื่อนกุหรอว่ะ

    บางทีเจอเพื่อนสีเขียวหัวรุนแรง เราเข้าไปหยอกว่า เฮ้ย กุสีน้ำเงินว่ะ มันตอบกลับว่า ดังนั้นเมิงเป็นศัตรูกับกุแล้ว (ฮาไม่ออก)

  2. เรื่องนี้ทำไมคนเดียวนี้ชอบใส่ใจกันนั้นเรื่องฝักเรื่องฝ่ายเนี้ย
    มันทำให้เราอยู๋ไม่เป็นสุขซักที่
    ที่เกิดขึ้นบ่อยๆๆก็เช่นเพื่อนที่สนิทกันหรือคนในครอบครัวทะเลาะกัน หรือถึงขั้นฆ่ากันเพราะเรื่องฝักฝากมามากแล้ว ทั้งที่บางที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s