azan14:ฤาเศรษฐกิจอเมริกาจะถึงคราวอวสาน?

ตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา หลายๆ ท่านคงได้ยินคำว่า sub-prime crisis ผ่านหูมาบ้างแล้ว เจ้า sub-prime ที่ว่าเล่นงานระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจนแทบจะกลับมายืนหยัดไม่ไหว อะซานในวงเล็บฉบับนี้จึงขอไขที่มาที่ไปว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจการเงินสหรัฐอเมริกา และทำไมเจ้า วิกฤติหนี้บ้านเกรดสองหรือมีชื่อเล่นว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์นี้ จึงรุนแรงนักหนา

หากคนไทยไม่ได้มีความจำสั้นหรือหลงลืมง่ายนัก เมื่อ 10 กว่าปีก่อนนี้ เมืองไทยเองก็เป็นตัวแพร่ระบาด วิกฤติต้มยำกุ้ง ไปทั่วอาเซียน ทำเอาระบบการเงินของประเทศในแถบนี้พังทลายเพียงชั่วข้ามคืน นี่ขนาดเกิดกับประเทศเล็กๆ อย่างไทย ยังรุนแรงขนาดนี้ แล้วเจ้า sub-prime crisis คราวนี้ดันเกิดกับประเทศที่มีสัดส่วนปริมาณการค้ามากที่สุดของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ความรุนแรงย่อมมากกว่าหลายเท่าและมีรัศมีทำลายล้างครอบคลุมไปทั่วโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

ผมขออธิบายกระบวนการการเกิดวิกฤติที่ว่านี้อย่างคร่าวๆ ก่อนที่จะเปิดวงเล็บให้ท่านๆ เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พรม

เรื่องมันมีอยู่ว่า โดยปกติแล้ว คนที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองแต่มีเงินไม่เพียงพอ ก็จะเดินไปหาธนาคารแล้วขอกู้ในวงเงินเท่านั้นเท่านี้ ธนาคารก็จะพิจารณาคุณสมบัติผู้กู้และปล่อยกู้ไปโดยมีหนังสือสัญญาการชำระหนี้เป็นหลักประกัน ธนาคารก็เพียงแต่รอเงินผ่อนบ้าน(บวกดอกเบี้ย)จนหมดอายุสัญญา ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถผ่อนชำระต่อไปได้ ธนาคารจะทำการยึดหลักทรัพย์ซึ่งในกรณีนี้ก็คือตัวบ้านที่ผู้กู้ขอสินเชื่อไปผ่อนนั่นเอง

แต่เมื่อทศวรรษที่ผ่านมานี้ ภาคการเงินได้มีการประดิษฐ์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ออกมามากมาย ทำให้ผู้ถือหนังสือสัญญาหนี้บ้าน (ธนาคารที่ปล่อยกู้) สามารถนำตราสารหนี้แปรเปลี่ยนเป็นตราสารทางการเงินที่มี(หรือไม่มี)หลักทรัพย์หนุนหลัง (securitization) ออกจำหน่ายให้แก่ผู้ลงทุนรายอื่นได้ ในราคาที่ต่ำกว่าราคาหนี้จริงๆ เพื่อเป็นการลดภาระความเสี่ยงและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ตัวธนาคารเอง

ดูราวกับว่ากระบวนการผ่องถ่ายความเสี่ยง, ถ่ายโอนหนี้และบริหารสภาพคล่องจะไปได้ดี แต่กระบวนการนี้กลับเปิดช่องในเกิดพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์อันนำไปสู่หายนะอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

ตัวธนาคารเองสบช่องที่ว่าสามารถนำหนี้บ้านที่ตนถืออยู่ออกไปขายเป็นตราสารหนี้ให้นักลงทุนต่อได้ ประกอบกับต้นทุนของเงินในรูปอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ธนาคารจึงเฮกันปล่อยกู้ในคนที่อยากมีบ้านโดยไม่คำนึงถึงภาวะการชำระหนี้คืนของลูกหนี้มากนัก และด้วยเพราะราคาบ้านที่สูงอย่างต่อเนื่อง หากลูกหนี้ผิดนัดชำระก็ยังสามารถนำบ้านออกขายมากลบหนี้ได้ไม่ยาก พฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ ภาษาทางการเงินเรียกว่า moral hazard ที่มีคนแปลเป็นไทยได้อย่างตรงตัวว่า คุณธรรมวิบัติ

ผู้กู้เองก็ถูกล่อใจด้วยสารพัดตัวเลือกในการกู้ยืมเงินที่หลากหลาย ไม่ว่าจะวงเงินกู้ที่สูง, อัตราดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปีแรก เป็นต้น และด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอีกเช่นกันทำให้ผู้กู้ย่ามใจว่า ถึงแม้ไม่มีเงินผ่อนบ้านก็สามารถขอสินเชื่อจากที่อื่นมาโปะหนี้บ้านได้ไม่ยาก ดังนั้นช่วงหลายปีมานี้ จึงมีคนอเมริกาที่ไม่ได้ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยแต่ซื้อมาเพื่อเก็งกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก

นักลงทุนที่ซื้อตราสารหนี้ต่อไปจากธนาคารเองก็สบช่องหาทางเก็งกำไรจากตราสารที่ตนถืออยู่ โดยการขายตราสารหนี้บ้านเกรดสองนี้ต่อไปยังตราสารอนุพันธ์ต่อกันไปเป็นทอดๆ เพราะคิดว่ายังไงราคาบ้านที่สูงอย่างต่อเนื่องก็จะชดเชยความเสี่ยงที่สูงได้

บริษัทจัดอันดับตราสารหนี้เองก็มีส่วนทำให้ปัญหาวิกฤติครั้งนี้บ่มแช่ไว้จนสำแดงอาการเมื่อมันสายเกินไปแล้ว เพราะตราสารทางการเงินที่มีหนี้บ้านเกรดสองเป็นสินทรัพย์นั้น ล้วนถูกแปะป้ายการันตีด้วยบริษัท/บรรษัททางการเงินใหญ่ๆ และมีความน่าเชื่อถือสูง ทำให้บริษัทจัดอันดับตราสารหนี้ไม่ได้ปรับลดระดับตราสารฯตามผลตอบแทนและความเสี่ยงจริงๆ จนทำให้ข้อมูลในตลาดทางการเงินบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก

และเมื่อถึงเวลาที่โรคร้ายสำแดงอาการ ระยะเวลาแห่งความสนุกหมดลง ผู้กู้เกรดต่ำทั้งหลายไม่สามารถจ่ายเงินผ่อนในแก่ธนาคารได้อีกต่อไป ธนาคารเองครั้นจะยึดบ้านแล้วขายออกไปเพื่อนำเงินมากลบหนี้ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะราคาบ้านลดลงฮวบฮาบและความต้องการซื้อบ้านก็แทบจะไม่มีเหลืออยู่แล้ว (อย่าลืมว่าพักหลังคนไม่ได้ซื้อบ้านเพื่ออยู่ แต่ซื้อเพื่อเก็งกำไร ครั้นราคาตก ก็เก็งกำไรไม่ได้) เหล่าธนาคาร/บรรษัททางการเงินที่มีสัดส่วนหนี้บ้านเกรดสองที่ว่าอยู่มากก็เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลัง เก็บเงินจากลูกหนี้ก็ไม่ได้ เงินที่จะไปจ่ายคนที่ซื้อตราสารฯก็ไม่มี นักลงทุนที่ซื้อแล้วไปแปลงเป็นตราสารอนุพันธ์ก็เกิดภาวะเดียวกัน เรียกว่าส่งผลกระทบเป็น domino effect

เหล่าสถาบันการเงินที่มีส่วนเอี่ยวในหนี้บ้านเกรดสองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทั้งสิ้น สภาพคล่องในระบบการเงินสหรัฐอเมริกาแทบจะแห้งขอด ร้อนถึงประเทศต่างๆ ต้องหาเงินมาเสริมสภาพคล่องในสหรัฐอเมริกากันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยุโรปเอย ญี่ปุ่นเอย เนื่องจากการจะปล่อยให้ยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาล้มจะทำให้เศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือนและย่ำแย่ลงไปอีก แต่การเอาเงินเข้าไปในระบบที่มีปัญหาที่สาธยายมาข้างต้นก็เหมือนกับการเติมน้ำลงไปในแก้วที่ยังรั่วอยู่ ย่อมไม่เป็นการแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องที่ถูกนัก เพราะปัญหาวิกฤตทางการเงินคราวนี้มันไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าแต่เป็นปัญหาระดับโครงสร้างของระบบการเงินที่อิงดอกเบี้ย (Interest based financial system) และปัญหาทำนองนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นหนแรก

เหตุผลที่ปัญหาที่สามารถหลีกเลี่ยงได้เกิดขึ้นซ้ำๆ แล้วยังปล่อยให้เรื้อรัง ไม่แก้ไขให้เด็ดขาด หากไม่เป็นเพราะมีคนเห็นว่าระบบนี้มันยังหาประโยชน์จากคนโง่กว่าได้อยู่ ก็คงเป็นเพราะมันคือธรรมชาติของระบบดอกเบี้ยอยู่แล้ว

(มีต่อฉบับหน้าครับ)

——————-

ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ อะซาน ฉบับที่ 14

2 คิดบน “azan14:ฤาเศรษฐกิจอเมริกาจะถึงคราวอวสาน?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s