azan11:ไซอิ๋ว ไม่ใช่แค่นิทานปราบมาร


เรื่องราวการเดินทางของ พระรูปหนึ่งบนม้าขาวและสัตว์สามตัว ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกยังชมพูทวีป เป็นสิ่งที่อยู่ในการจดจำของเด็กๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียเกือบทุกประเทศ อันเนื่องมากจากความสนุกสนาน อิทธิฤทธิ์ การปราบปีศาจ และเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นของเหล่าลูกศิษย์ทั้งสามของพระถังซัมจั๋ง คือ เห้งเจีย (ลิง) ตือโป๊ยก่าย (หมู) และซั่วเจ๋ง (ปิศาจปลา) ซึ่งเรื่องราวของพวกเขาถูกทำซ้ำและดัดแปลงเป็นทั้งในรูปภาพยนตร์ ละคร และการ์ตูนมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน ไซอิ๋วเป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยมจากหมู่เยาวชนมากที่สุดในวรรณกรรมเอกทั้ง 4 เรื่อง เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับสามก๊ก ความฝันในหอแดง และซ้องกั๋ง

ในวิกีพิเดียบอกไว้ว่า ไซอิ๋ว (西遊記, 西游记;Journey to the West, แปลตามตัวว่า การเดินทางสู่แดนตะวันตก) เป็นนิยายคลาสสิคของจีน แต่งขึ้นประมาณปี ค.. 1590 ช่วงราชวงศ์หมิง ประพันธ์โดย อู๋เฉิงเอิน

ไซอิ๋วถูกแปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกก่อน พ.. 2349 มีความยาว 17 เล่มสมุดไทย แต่ตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.. 2417 โดยโรงพิมพ์หมอบรัดเลย์

แต่ในความสนุกหรรษา เรื่องราวการเดินทางปราบปีศาจเรื่องนี้กลับมีเรื่องในวงเล็บให้รู้ไม่น้อยเลยทีเดียว

หลายๆ คนคงพอจะทราบว่า เรื่องไซอิ๋วต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เพราะเป็นการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก แต่ไม่ใช่แค่เท่านั้น อันที่จริงแล้ว ไซอิ๋วเป็นเรื่องราวที่สะท้อนปรัชญาของพุทธศาสนาที่ลึกซึ้ง สอดแทรกแก่นของพุทธศาสนาได้อย่างแยบยลมาก ตัวของผู้เขียน อู๋เฉิงเอิน เกิดในตระกูลพ่อค้า ช่วงราชวงศ์หมิงของจีน เป็นคนรอบรู้ในหลายๆ ด้าน ตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งการเขียน การแต่งกาพย์กลอน การเล่นหมากรุก การวาดภาพ แต่เขาก็ไม่เคยสอบได้จอหงวนสักครั้งในชีวิต ทำให้ชีวิตของเขายากจนและลำบากมาก อู๋เฉิงเอิน เดินทางไปทั่วประเทศจีน จดบันทึกเรื่องราว นิทานของแต่ละท้องถิ่น พร้อมๆ กับศึกษาจนแตกฉานในพุทธศาสนานิกายมหายาน เต๋า และมหากาพรามายณะ ซึ่งภายหลังสิ่งเหล่านี้คือวัตถุดิบในการประพันธ์มหากาพย์ไซอิ๋วซึ่งมีทั้งสิ้น 100 ตอน

ใน เค้าขวัญวรรณกรรม หนังสือของ เขมานันทะ ปราชญ์ชาวสุราษฎร์ธานี ชี้ให้เห็นรหัสบางอย่างในเรื่องไซอิ๋ว ว่าแม้เนื้อเรื่องไซอิ๋วจะเป็นการเดินทางของพระถังซัมจั๋งกับเหล่าลูกศิษย์ แต่จริงๆ แล้วเป็นการเดินทางภายในจิตใจของชาวพุทธผู้ปฏิบัติธรรม โดยแทนเป้าหมายคือ นิพพาน (ความว่างเปล่า, สุญตา) และแทนบรรดาปีศาจที่เห้งเจียปราบคือ กิเลส ตัณหาและอวิชชาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางของจิตใจสู่นิพพาน นั่นคือคำสอนของพุทธศาสนาที่ว่า การละวางกิเลส อันทำให้เกิดทุกข์ เพื่อบรรลุสู่การหลุดพ้น นั่นคือนิพพาน

ตัวละครแต่ละตัวในไซอิ๋วยังแอบซ่อนสัญลักษณ์ไว้อย่างน่าทึ่ง เช่น พระถังซัมจั๋ง แทน “ขันติธรรม” (สังเกตว่าในเรื่องจะใจเย็น และอดทน) ม้าขาว แทน “ความวิริยะอุตสาหะ” ส่วนลูกศิษย์ทั้งสามเป็นสัญลักษณ์ของไตรสิกขาคือ เห้งเจียหรืออีกชื่อคือ หงอคง ในภาษาจีนจะแปลว่า “ปัญญาเห็นสุญตา” เป็นสัญลักษณ์ของปัญญาอันฉลาด ว่องไว แต่ซุกซน ฟุ้งซ่านได้ จำต้องมีการบังคับให้อยู่ในร่องในรอย ซึ่งก็แทนด้วยห่วงรัดเกล้า

เจ้าหมูจอมตะกละและบ้าผู้หญิง ตือโป๊ยก่าย ในภาษาจีนแปลตรงๆ ว่า “ศีลแปด” นั่นคือศีลเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมและขัดเกลาเสมอๆ เพราะง่ายที่จะหลุดไปทำผิดพลาด

ซัวเจ๋ง แปลจีนเป็นไทยว่า “ภูเขาทราย” เป็นสัญลักษณ์ของสมาธิ ซึ่งต้องมีความหนักแน่น สงบจึงจะคงรูปอยู่ได้

ธรรมชาติของทั้งสามสิ่งนี้คือ จะไม่อยู่กับร่องกับรอย แต่เมื่อทั้งสามมาอยู่ร่วมกันแล้วจึงจะเสถียร นั่นคือการจะบรรลุถึงนิพพานได้ ต้องใช้ทั้งปัญญา ศีล และสมาธิ ควบคู่กัน

นอกจากนี้ ยูไล พระพุทธองค์ตามวิถีของพุทธนิกายมหายาน แปลตามตัวว่า “เช่นนั้นเอง” เป็นคำแทนการเห็นแจ้งแล้วทุกสิ่ง นั่นคือนิพพานนั่นเอง

ในส่วนเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่สะท้อนคำสอนของพุทธศาสนาได้แก่ ตอนที่เห้งเจียตีลังกาไปถึงพระยูไลได้ก่อนที่คณะเดินทางจะไปถึง แต่ก็ไม่สามารถนำพระไตรปิฎกกลับมาได้สะท้อนหลักธรรมที่ว่า ลำพังปัญญา (แทนโดยเห้งเจีย) สามารถเข้าถึงพุทธะได้ แต่ไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้ จำต้องผ่านการเดินทางตามท้องเรื่อง แต่การที่เห้งเจียเจอพุทธองค์แล้ว ทำให้เห้งเจียรู้สิ่งที่ถูกต้องแล้ว จึงไม่อาจหลงกลปีศาจหน้าไหนได้ เหตุการณ์ตอนนี้ยังโยงไปถึงมหากาพย์ของฮินดูคือ รามายณะ (รามเกียรติ์) ตอนหนุมานถวายแหวน (หนุมานเหาะไปช่วยนางสีดาได้ แต่ก็ไม่สามารถนำตัวนางกลับมาได้ ด้วยกลัวนางมีมลทิน ทำให้พระรามต้องจองถนนไปเมืองลงกาด้วยตัวเอง)

ไซอิ๋วจึงได้รับอิทธิพลมาจากรามายณะด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่รามายณะเป็นสอดแทรกหลักธรรมคำสอนของฮินดู แต่ไซอิ๋วสอดแทรกหลักธรรมของพุทธศาสนา สิ่งที่บอกให้เห็นชัดเลยคือ ในรามายาณะ ตอนที่หนุมานแหวกอกให้ทศกัณฑ์ดู ในใจของหนุมานมีแต่สีดา (อาตมัน) และ พระราม (สัจจะ) เท่านั้น สอดคล้องกับหลักความเชื่ออาตมันหรือตัวตนสูงสุดของฮินดู แต่ในไซอิ๋ว เมื่อเห้งเจียแหวกอก ในอกของเห้งเจียกลับไม่มีหัวใจอยู่ นั่นคือหลักความว่างเปล่าหรือสุญตา ของพุทธศาสนา

ทั้งหมดทั้งปวงที่เล่ามานี้ ไม่ใช่จะชี้ช่องให้ไปดูไซอิ๋ว แต่ต้องการจะบอกถึงกลยุทธ์แยบคายที่ศาสนิกอื่นพยายามอย่างมากมายในการเผยแผ่คำสอน แนวคิดของสิ่งที่ตนเชื่อและถือมั่น อีกทั้งที่เล่ามานี้ ก็ต้องการจะเปิดวงเล็บให้ท่านๆ เห็นว่า แค่นิทานสอนเด็กอย่างไซอิ๋ว ก็มีเรื่องสอดใส้ไว้ไม่ใช่น้อยๆ การแยกแยะและมองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น หูได้ยินมา ย่อมเป็นสิ่งที่เราๆ ท่านๆ สมควรกระทำ ก่อนที่จะซึมซับแนวคิดที่ไม่ใช่อิสลามไปโดยไม่รู้ตัว

อ้อ ของแถมประจำฉบับนี้คือ การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง “ดราก้อนบอล” ก็เป็นหนึ่งในงานที่ได้รับอิทธิพลจากไซอิ๋วนะครับ

ข้อมูลจาก

wikipedia.org

สฤณี อาชวานันทกุล(2551). อู๋เฉิงเอิน ผู้ประพันธ์มหากพย์สอนธรรมะที่คนสำคัญผิดว่าเป็นนิทาน ในหนังสือ “คน(ไม่)สำคัญ” สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊ก

ตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์อะซาน ฉบับที่ 11

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s