ณ ช่วงเวลาหนึ่งบนโลกใบนี้ โลกใบเบี้ยวๆ ที่บางคนบอกว่ามันร้อนขึ้น บ้างก็ว่ามันป่วยอยู่
โลกจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่คนบนโลกใบที่ว่า ได้ใช้สักช่วงเวลาแทนหลักไมล์ของชีวิตบ้างหรือเปล่า
ใช้หลักไมล์ที่ว่า ย้อนมองดูเส้นทางที่ตนได้เดินผ่านพ้นมาในอดีต เส้นทางเหล่านั้นมีกี่เรื่องราวที่น่าจดจำ มีกี่เรื่องราวที่เจ็บปวดใจ มีกี่เรื่องราวที่อยากกลับไปแก้ไขใหม่
ระหว่างเส้นทางเดินอันยาวนานหลายสิบปี กลับรู้สึกสั้นแสนสั้นเมื่อมองกลับไปจากจุดนี้ ภาพต่างๆ มากมายที่จำได้บ้างไม่ได้บ้าง วนเวียนอยู่ในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า มีใครบ้างหนอที่เราทำเรื่องไม่ดีๆ ให้ ทั้งไม่ตั้งใจหรือจงใจ มีใครบ้างหนอที่เป็นห่วงทุกอย่างก้าวเดิน มีใครอีกล่ะที่เราเอาเป็นแบบอย่าง เอาเป็น idol เป็นแรงบันดาลใจเลียนแบบเขา ดีไม่ดีหากเรารื้อตัวเราออก เราอาจพบเงาของใครก็ไม่รู้ซ้อนอยู่เต็มไปหมด
ในอีกด้านหนึ่ง ณ หลักไมล์เดียวกัน เรามองไปข้างหน้า ยังอนาคต สิ่งที่ยังไม่มีมา
เราคาดหวังอะไรกับตัวเอง ไม่เท่านั้น คนอื่น สังคม ประชาชาติ พอจะคาดหวังอะไรกับตัวเราได้บ้าง ล้วนเป็นคำถามที่เราจะตั้งมันขึ้นมาได้ ยามที่เราหยุดคิดและไตร่ตรอง
1 ปี 5 ปี 10 ปี 20 ปี ต่อจากนี้ไป เราจะทำอะไร อยู่ตรงไหน มีครอบครัวหรือยัง เผชิญอุปสรรคอะไรบ้าง เจ็บป่วย หรือว่าไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
หลักไมล์ของชีวิตจะเป็นเพียงตัวเลขบอกอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น หากเราผ่านเลยไป
แต่หากเราได้หยุด และไตร่ตรองสิ่งที่หลักไมล์ได้บอกเรา ได้ตรวจสอบชีวิตว่ามีสิ่งใดชำรุด สิ่งใดบกพร่อง ก่อนจะเดินทางต่อไป
หลักไมล์ของชีวิตที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ใช่แค่บอกอายุ แต่่บ่งบอกการเติบโตของชีวิตหนึ่งได้เหมือนกัน
