ทักษะการว่ายน้ำของผมแย่พอๆ กับการใช้ภาษา
ความจริงแล้วตอนประถมฯ ผมชอบวิชาภาษาอังกฤษมาก จำได้ว่าตอนปอห้า ได้รับหน้าที่ให้ท่องศัพท์ให้เพื่อนๆ ในห้องอ่านตามก่อนที่อาจารย์จะมา ตอนเลิกเรียนเย็นๆ ก็ได้อาจารย์ดีสอนภาษาอังกฤษให้อย่างสนุกสนาน มาพลาดท่าไม่ชอบภาษาอังกฤษเอาตอนมัธยมปลายเห็นจะได้ จำได้ว่าไปเจอกับอาจารย์ที่เด็กทั้งห้องไม่ชอบหน้าและไม่ชอบวิธีการสอนของแก จนทำให้ความกระตือรือร้นของผมในการเรียนภาษาลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบ ลดลงขนาดที่ไปเรียน listening ในห้อง lab นั่งหน้าอาจารย์ยังหลับได้ลง ปีการศึกษานั้นผมจบมาด้วยเกรดภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยดีนัก
เรื่องคงไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ หากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่ใช้แต่ภาษาแม่โดยไม่พิสมัยการใช้ภาษาต่างชาติ อย่างประเทศไทย (ถึงขั้นประณามคนใช้ภาษาต่างชาติว่ากระแดะบ้าง ไม่รักชาติบ้าง ฮ่วย!) แต่นี่กลับริอาจไปเรียนต่อต่างประเทศ (แม้ไม่ไกลมาก แต่ก็ต่างประเทศละ) ด้วยความอ่อนด้อยทางภาษาและความไม่กล้า ความเกรงอกเกรงใจตามนิสัยคนไทย ทำให้แรกๆ ผมขยาดกับการคุยกับคนอื่นมาก เพราะเวลาเราอ้าปากพูด หรือถามอะไรไป จะโดยถามกลับมาว่า What?, Again please?, What do you mean? จนทำให้ทักษะที่ได้กลับมาในช่วงแรก คือทักษะภาษาไทย (เนื่องจากหันมาคุยกับเด็กไทยแทน)
—————————————–
มาว่ากันเรื่องการว่ายน้ำ
ผมว่ายน้ำไม่เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ ส่วนใหญ่เหตุผลของการว่ายน้ำไม่เป็นของคนเรา ก็คือ กลัวจม! บางรายอาจมีเหตุการณ์จมน้ำมากดไว้ ทำให้กลัวมากขึ้นไปอีก ผมเองก็เคยจมน้ำเมื่อครั้งยังเด็ก แต่เริ่มคิดใหม่ อยากว่ายน้ำเป็น (ไม่เห็นนักว่ายน้ำอ้วนสักคน) ประกอบกับมีคนชวนไปว่ายด้วย เลยไปหาซื้อ กางเกงว่ายน้ำขายาวหน่อย หมวกว่ายน้ำ แว่นตาว่ายน้ำ เสร็จ ก็ไปที่สระทันที
ขั้นแรกก็หัดที่ตื้นก่อน ฝึกกลั้นหายใจ ตีขา ไม่นานนักก็เริ่มลอยตัวได้ และว่ายได้ระยะทางขึ้นตามลำดับ
—————————————–
การเรียนภาษาอังกฤษก็พัฒนาขึ้นตามลำดับ อาจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้อย่างน่าคิดว่า “การเรียนภาษาก็เหมือนกับการว่ายน้ำ เรามัวแต่คิดโน่นคิดนี่ ต้องตีแขนกี่องศา ต้องเอียงคอขึ้นมาหายใจทำมุมเท่าไหร่ ต้องกลั้นหายใจกี่วินาที มันก็เท่านั้น ให้เราถอดเสื้อ แล้วกระโดดลงสระไปเลย ภาษาก็เหมือนกัน ท่องศัพท์ ท่องไวยกรณ์ไปมากมาย แต่หากไม่ลงสนามไปพูดคุยกับคนจริงๆ มันก็ไม่เก่งขึ้นมาหรอก”
ตั้งแต่นั้นมา ผมก็พูดใส่เพื่อนมากขึ้น ไม่เข้าใจก็ช่างมัน พูด พูด แล้วเราก็จะเรียนรู้เองว่า อ้อ มันต้องพูดแบบนี้นะ อ้อ ศัพท์นี้ท่องแทบตาย เค้าใช้คำอื่นกัน อ้อ ไวยากรณ์ Tense นี้ เค้าใช้สถานการณ์อื่น เชื่อสิ ไอ้คนที่ฟังเรา มันก็ไม่ได้เก่งไปหว่าเราหรอก
—————————————–
ระหว่างฝึกว่ายน้ำในที่ลึกขึ้น ระยะทางไกลขึ้น ผมจมไปรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่ยักกะทำให้ผมขยาดการว่ายน้ำ ทัศนคติแรกที่คนส่วนใหญ่คิดก็คือ คนเมื่ออยู่ในน้ำจะจม แต่เอาเข้าจริงลองไปว่ายสิ คนเมื่ออยู่ในน้ำจะลอย ความคิดเปลี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยน เพียงแต่เรากล้าที่จะพลาด กล้าที่จะผิด เมื่อนั้นเราก็จะได้รับอะไรมากมาย
ประสบการณ์คือสิ่งผิดพลาดของเรา ไม่ใช่ความเพอร์เฟก เชื่อสิ
คนที่ไม่เคยผิดพลาดคือคนที่ไม่ทำอะไรเลย
Take your cloth off and jump into the pool.

ระวังเข้นะ บอกอ อิอิ
ดีจัง ช่วยได้เยอะเลย เรากลัวน้ำมากเลย ว่ายสองคอร์สแล้วยังไม่เป็นเลย แต่เรื่องภาษาเราไม่มีปัญหา
มันโดนอะคะ
ตอนจบอะ
เอาละตอนนี้ก็ 23 แล้วค่ะ
ยังว่านน้ำเป็นเละ
จะว่ายก็ตอนนี้ละ