วิทยาศาสตร์กับการมีอยู่ของพระเจ้า part2
มิถุนายน 8, 2008
แปลจาก Why Science Fails to Explain God?
———————————
มุสลิมอีกคนยกมือขึ้น ‘ศาสตราจารย์ครับ ผมขออนุญาตกล่าวอะไรสักอย่างได้่มั้ยครับ’
ศาสตราจารย์หันมาและยิ้ม ‘อ่า มุสลิมอีกคน มาๆ มาข้างหน้า กล่าวคติพจน์อะไรให้เพื่อนฟังหน่อย’
มุสลิมคนนี้กวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะกล่าวว่า ‘ท่านกล่าวหลายประเด็นที่น่าสนใจครับท่าน ตอนนี้ผมอยากจะถามคำถามท่านสักข้อครับ ท่านว่าความร้อนมีรึเปล่าครับ’
‘มีสิ’ ศาสตราจารย์ตอบ ‘มีความร้อน’
‘แล้วความเย็นหล่ะครับ มีมั้ย’
‘แน่นอนสิ ลูกชาย ความเย็นก็มีด้วย’
‘ผิดครับท่าน ไม่มีความเย็น’
รอยยิ้มของศาสตราจารย์หยุดชะงัก ห้องทั้งห้องก็เย็นลงในทันที
มุสลิมคนที่สองนี้ ก็พูดต่อไป ‘ท่านสามารถมีได้ทั้งความร้อนมาก ความร้อนมากกว่า ความร้อนมากๆ ความร้อนสุดขีด ความร้อนจัด ความร้อนเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีความร้อนเลย แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วเราไม่สามารถมีสิ่งที่เรียกว่าความเย็นได้ครับ
‘เราสามารถไปถึงอุณหภูมิ -458 องศา ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีความร้อนเลย แต่เราไม่สามารถไปเกินกว่านั้นได้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความเย็นหรอกครับ หรืออีกนัยหนึ่งเราไม่สามารถไปในระดับที่เย็นกว่า -458 องศาได้เลย
‘ท่านเข้าใจมั้ยครับ ความเย็นเป็นเพียงคำที่เราใช้ในการอธิบายการไม่มีความร้อน เราไม่สามารถตรวจวัดความเย็นได้ ความร้อนต่างหากที่เราสามารถวัดมันได้ด้วยมาตรวัดอุณหภูมิ เพราะความร้อนเป็นพลังงาน ความเย็นไม่ใช่สิ่งที่อยู่้ตรงกันข้ามกับความร้อนครับท่าน ความเย็นเป็นเพียงแค่การไม่มีความร้อน’
ห้องเรียนเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงเข็มตกที่ไหนสักแห่งในห้อง
‘ขอถามอีกข้อนะครับ มีสิ่งที่เรียกว่าความมืดรึเปล่าครับ ศาสตรจารย์’
‘เป็นคำถามที่ฟังดูโง่ๆ นะ ลูกชาย กลางคืนคืออะไรหล่ะ ถ้าความมืดไม่มี คุณต้องการอะไรกันแน่ หึ’
‘ดังนั้น ท่านจะบอกว่ามีสิ่งที่เรียกว่าความมืดใช่รึเปล่าครับ’
‘ใช่…’
‘ท่านผิดอีกแล้วครับ ศาสตราจารย์ ความมืดเป็นเพียงสิ่งที่บอกถึงการไม่มีบางสิ่ง ท่านสามารถมี ความสว่างน้อย ความสว่างปานกลาง ความสว่างจ้า ความสว่างวาบ แต่ถ้าท่านไม่มีความสว่างเลย และเรียกมันว่าความมืดใช่มั้ยครับ นั่นเป็นการให้ความหมายที่เราใช้ในการนิยามคำ ในความจริงแล้ว ความมืดไม่หรอกครับ ถ้ามันมี ท่านจะสามารถทำให้ความมืดมืดลงได้อีกรึเปล่าครับ แล้วเอาความมืดที่ว่านั่นใส่เหยือกมาให้ผมสักเหยือกได้รึเปล่าครับ ท่านศาสตราจารย์’
ศาสตราจารย์ยิ้มไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขา นี่จะเป็นภาคเรียนที่ดี ‘คุณพอจะบอกเราได้มั้ยว่าประเด็นคืออะไร เด็กน้อย’
‘ครับ ศาสตราจารย์ ประเด็นของผมก็คือ สมมติฐานทางปรัชญาในตอนเริ่มต้นของท่านบกพร่องครับและข้อสรุปก็ผิดพลาดเช่นกัน…’
ศาสตราจารย์หน้าถอดสี ‘บกพร่อง…? คุณกล้าพูดแบบนี้ได้อย่างไร…’
‘ท่านครับ โปรดให้ผมได้อธิบาย…’
ทั้งชั้นเรียนอยู่ในการตั้งใจฟัง
‘อธิบาย…โอ้ เชิญๆ’ ศาสตราจารย์ใช้ความพยายามเพื่อดึงการคุมเกมคืนมา เขาก็สุภาพอ่อนโยนขึ้นในทันตา เขาโบกมือให้ชั้นเรียนเงียบเพื่อให้นักศึกษามุสลิมคนนี้พูดต่อ
‘สิ่งที่ท่านกำลังกล่าวให้พวกเราฟังในตอนต้นวางอยู่บนสมมติฐานสองขั้วตรงข้าม duality’ นักศึกษามุสลิมอธิบาย ‘ตัวอย่างคือ เมื่อมีชีวิตก็ต้องมีความตาย มีพระเจ้าที่ดี ก็ต้องมีพระเจ้าที่ไม่ดี ท่านกำลังบอกว่ากรอบความคิดเรื่องพระเจ้า เป็นอะไรที่จำกัด เป็นอะไรที่วัดได้’ ‘ท่านครับ วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายแนวคิดได้ วิทยาศาสตร์ใช้พวกไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก แต่สิ่งเหล่านี้ก็มองไม่เห็น พอๆ กับการพยายามเข้าใจมันทั้งหมด’
‘การบอกว่าความตายเป็นสิ่งตงกันข้ามกับชีวิต เป็นการเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่าความตายไม่สามารถเป็นสิ่งที่มีแก่นสาร อันที่จริงความตายไม่ใช่สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับชีวิต มันเป็นเพียงการไม่มีอยู่ของชีวิตต่างหาก’
นักศึกษาหนุ่มหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งขึ้นมา ซึ่งหนังสือพิมพ์เล่มนั้นเพื่อนโต๊ะข้างๆ กำลังอ่านอยู่
‘นี่เป็นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่น่ารังเกียจที่สุดที่ประเทศนี้เป็นเจ้าของ ศาสตราจารย์ นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าความต่ำทรามได้หรือไม่’
‘แน่นอน เอาละ ดูนะ…’
‘ผิดอีกแล้วครับ ท่าน ท่านเห็นมั้ย ความต่ำทรามเป็นการไม่มีอยู่ของศีลธรรมเท่านั้นเอง’ ‘มีสิ่งที่เรียกว่าความอยุติธรรมรึเปล่า เปล่า มันไม่มี ความอยุติธรรมมันเป็นการไม่มีอยู่ของความยุติธรรมต่างหาก แล้วสิ่งที่เรียกว่าความชั่วร้ายหล่ะ’ นักศึกษามุสลิมเว้นช่วงเล็กน้อย ‘ไม่ใช่ว่าความชั่วร้ายคือการไม่มีอยู่ของความดีงามหรอกหรือ’
ใบหน้าของศาสตราจารย์เปลี่ยนสี เขากำลังโกรธมาก แต่ก็ใบ้กินไปชั่วระยะหนึ่ง
นักศึกษามุสลิมก็พูดต่อ ‘ถ้าหากว่ามีความชั่วร้ายในโลกใบนี้, ศาสตราจารย์ สมมติว่าเราเห็นพ้องกันว่ามันมี, และพระเจ้า, ถ้าหากว่ามี,จะต้องบรรลุพระประสงค์บางอย่างผ่านทางสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้น สิ่งที่พระเจ้าประสงค์จะบรรลุคืออะไร คัมภีร์ไบเบิลบอกเราว่า It is to see if each one of us will, of our own free will, choose good over evil.’
ศาสตราจารย์เชิดหน้าขึ้น ‘ในฐานะนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมไม่เห็นว่าจะต้องสนใจอะไรทั้งนั้น ในฐานะนักสัจนิยม โดยแน่นอนผมไม่มีทางยอมรับแนวคิดเรื่องพระเจ้าหรือพวกเทววิทยามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบคิดของโลกหรอก เพราะการมีอยู่ของพระเจ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้’
‘ผมคิดว่าการมีอยู่ของกฎเกณฑ์ศีลธรรมของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สามารถพบเจอได้ทั่วไปเลยนะครับ’ นักศึกษามุสลิมตอบ ‘หนังสือพิมพ์ก็ทำเงินได้มากมายจากการรายงานเรื่องพวกนี้ทุกๆ สัปดาห์’ ‘บอกผมหน่อยสิครับ ศาสตราจารย์ ท่านสอนนักศึกษาของท่านว่าพวกเขาวิวัฒนาการมาจากลิงรึเปล่าครับ’
‘ถ้าเธอหมายถึงกระบวนการวิวัฒนาการของธรรมชาติละก็ ใช่แล้ว ฉันสอน’
‘ท่านสังเกตกระบวนการวิวัฒนาการที่ว่านั่นด้วยตาของท่านเองหรือครับ’
ศาสตราจารย์พ่นเสียงออกมาจนทำให้นักศึกษานิ่งเงียบ
‘ศาสตราจารย์ ในเมื่อไม่มีใครสังเกตเห็นกระบวนการวิวัฒนาการว่ามันเป็นจริง และยังไม่สามารถพิสูจน์กระบวนการของมันว่ามีลำดับขั้นตอนอย่างไร ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่ท่านสอนพวกเราก็เป็นเพียงความคิดเห็นของท่านสิ’
‘ท่านบอกว่าท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ อันที่จริงผมว่าท่านเป็นนักเทศนามากกว่า’
‘ผมจะมองข้ามความยโสของคุณก็แล้วกัน เพราะมันเป็นการสนทนาทางปรัชญาของเรา ตอนนี้คุณพูดใกล้จะจบแล้วใช่มั้ย’ ศาสตราจารย์พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
‘ดังนั้นท่านก็ปฏิเสธกฎเกณฑ์ศีลธรรมของพระเจ้าว่าสิ่งใดคือความถูกต้องสินะครับ’
‘ผมเชื่อใน…เออ สิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์’
‘อ่า…วิทยาศาสตร์’ ใบหน้าของนักศึกษามุสลิมมีรอยยิ้ม
‘ท่านครับ ท่านเคยบอกว่าวิทยาศาสตร์คือการศึกษาปรากฏการณ์ที่สามารถสังเกตได้นี่ครับ วิทยาศาสตร์นี่ช่างเป็นสมมติฐานที่บกพร่องจริงๆ เลยนะครับ’
‘วิทยาศาสตร์บกพร่องงั้นหรือ’ ศาสตราจารย์ละล่ำละลัก ชั้นเรียนเริ่มวุ่นวาย
นักศึกษามุสลิมผู้นั้นยังคงยืนอยู่จนความวุ่นวายเริ่มลดลง ‘เพื่อความต่อเนื่องจากประเด็นที่ท่านกล่าวไว้ในตอนต้นต่อนักศึกษาอีกคนหนึ่ง ผมขอนุญาตยกตัวอย่างสักเรื่องนะครับ’
ศาสตราจารย์ยังคงนิ่งเงียบ
นักศึกษามุสลิมคนเดิมกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง แล้วกล่าวว่า ‘ในที่นี้ มีใครบ้างที่มองเห็นสมองของศาสตราจารย์’
เพียงแค่พูดจบ ทั้งห้องปล่อยเสียงหัวเราะลั่น
มุสลิมคนเดิมบ่ายหน้าไปทางศาสตราจารย์ผู้ชรา ‘มีใครบ้างเคยได้ยินเสียงสมองของศาสตราจารย์…หรือสัมผัส…หรือจับต้อง…หรือได้กลิ่นสมองของศาสตราจารย์’ ไม่ปรากฎผู้ใดตอบ
นักศึกษามุสลิมส่ายหัวอย่างช้าๆ ‘ปรากฎว่าไม่มีใครในที่นี้รับรู้ถึงสมองของศาสตราจารย์ด้วยประสาทสัมผัสอันใดอันหนึ่งของเราเลย ถ้าเช่นนั้น ด้วยหลักการเชิงประจักษ์ ความมีเสถียรภาพ ระเบียบการพิสูจน์ วิทยาศาสตร์บอกว่า ศาสตราจารย์ไม่มีสมองครับ‘
ทั้งชั้นเรียนก็ตกอยู่ในความอลหม่านในทันที
นักศึกษามุสลิมก็นั่งลง…เพราะเก้าอี้ถูกสร้างมาเพื่อการนั้น
Story provided by Mahomed, Feroz,
Feroz.Mahomed@hulamin.co.za
Author unknown

มิถุนายน 9, 2008 ที่ 6:05 am
แสบถึงกึ๋น เลยทีเดียว…
แต่เอ๊ะ…กึ๋นอยู่ตรงไหนในตัวล่ะเนี่ย…
ฮาๆๆ…
ขออัลลอฮฺเปิดหู ตา ลิ้นและหัวใจ สู่พระองค์
มิถุนายน 11, 2008 ที่ 3:52 am
Such a good story and translation!
Well done!!!!
มิถุนายน 13, 2008 ที่ 3:58 am
อ่านแล้วยัง งง คิดได้ลึกจริงๆ ลึกจน….. พี่ไม่คิดไม่ทัน วะฮ่ะฮ่า
กรกฎาคม 18, 2008 ที่ 7:01 am
นักวิทย์อย่างเรายังชอบเลย
อิอิ